ภูเก็ต เที่ยวภูเก็ต
 


   
ข้อมูล ภูเก็ต
ประเพณี วัฒนธรรม ภูเก็ต
สถานที่ ท่องเที่ยว ภูเก็ต
ประวัติ เรื่องราว บุคคลสำคัญ
  กรมหลวงชุมพรฯ
  ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร
  ประภาคาร แหลมพรหมเทพ
  คมซิมบี้ ณ ระนอง
  พระนางเลือดขาว
  ต้นปาล์มหลังขาว
  หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง
  อนุเสาวรี วีรสตรี
อาหาร สินค้า พื้นบ้าน ภูเก็ต
สถานที่ซื้อ ชิม อาหาร ภูเก็ต
ภูเก็ต วันนี้
สาระน่ารู้ น่าสนใจ
ข่าวภูเก็ต
ภาพถ่าย สถานที่เที่ยว ภูเก็ต
   
   

ท่องเที่ยวภูเก็ต

ปาล์มหลังขาว
ปาล์มหลังขาวมีประวัติความเป็นมา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2472 หรือ ค.ศ. 1929 Dr. A.F.G. KERR นายแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวไอร์แลนด์ รับราชการเป็นเจ้ากรรมตรวจพันธุ์รุกชาติ ( เดิมสังกัดอยู่กับกรมเพาะปลูกหรือกรมกสิกรรม ) ได้เดินทางมาสำรวจพรรณพฤกษชาติป่าเทือกเขาพระแทว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้งได้เก็บตัวอย่างพันธุ์ไม้แห้ง ( herbarium specimen ) ของปาล์มพันธุ์ใหม่ชนิดหนึ่งบริเวณลำธาร แต่ยังไม่สามารถจำแนกชื่อและนามสกุลได้ เนื่องจากยังไม่ปรากฏดอกให้เห็นจึงนำตัวอย่างแห้งของปาล์มนี้ไปเก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้ สวนพฤกษศาสตร์ KEW กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อรอการตรวจสอบชื่อต่อไป ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งอุทยานสัตว์ป่าเขาพระแทว เมื่อปี พ.ศ. 2520 ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาพระแทว และศาสตราจารย์ ดร.เต็ม สมิตินันทน์ ผู้เชี่ยวชาญพฤกษศาสตร์ป่าไม้ และนายจรัล บุญแนบ หัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์เขาช่อง จังหวัดตรัง ได้กล่าวถึงปาล์มทีมีลักษณะเด่นพันธุ์นี้แก่ Dr. Johm Dransfield นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญพันธุ์ไม้วงศ์ปาล์ม ( PALMAE ) และชักชวนให้เข้ามาตรวจและเก็บตัวอย่าง ที่สมบูรณ์เพื่อนำไปตรวจสอบหาชื่อที่แท้จริง หลังจากที่ Dr. Johm Dransfield ได้เก็บตัวอย่างตรวจสอบแล้ว ก็พบว่าเป็นปาล์มสกุลใหม่ของโลก ( new genus ) จึงได้มีการตีพิมพ์ในวารสารพฤกษศาสตร์ PRINCIPES เล่ม 27 ปี ศ.ศ. 1983 ตั้งชื่อสกุล Kerriodoxa เพื่อเป็นเกียรติแก่ Dr. A.F.G. KERR นักพฤกษศาตร์ผู้มีชื่อเสียง ผู้ริเริ่มงานศึกษาพรรณพฤกษชาติของไทยระหว่างปี ค.ศ. 1902 - 1932 สกุล Kerriodoxa มีพันธุ์ไม้เพียงชนิดเดียว ( monotypic genus ) ได้แก่ Kerriodoxa elegans Dransfield ชื่อเรียกสามัญว่า ปาล์มหลังขาว ทังหลังขาว หรือ ปาล์มเจ้าเมืองถลาง พบบริเวณป่าเทือกเขาพระแทว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึงเป็นถิ่นกำหนดตามธรรมชาติดั้งเดิมเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และในโลกที่ยังมีการแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติของปาล์มชนิดนี้เป็นกลุ่ม จึงได้จัดเป็นพันธุ์ไม้เดียว ของประเทศไทยและของโลกที่จัดอยู่ในสถานภาพที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากแหล่งนิเวศหรือสภาพป่าดงดิบชื้นถูกคุกคาม ทำให้การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติอยู่ในขีดจำกัด

ลักษณะภายนอก
ใบคล้ายใบตาล ลำต้นสูงเต็มที่เท่าที่ค้นพบได้ในป่าธรรมชาติประมาณ 5 - 7 เมตร ก้านใบสีดำ ใบแบบรูปพัด ขอบใบเป็นแฉกหลังใบมีสีขาวขุ่น สามารถขูดออกเป็นขุยได้ จะออกดอกเป็นยวงสีเหลืองนวลในช่วงเดือนธันวาคม เดือนกุมภาพันธ์จึงปรากฏผล ผลอ่อนมีลักษณะกลมเกลี้ยงเปลือกสีเหลืองคล้ายลางสาด ผลสุกสีเหลืองแก่และจะร่วงสู่พื้นดินเกิดเป็นต้นใหม่ต่อไป

ถิ่นกำหนด
ปาล์มหลังขาวพันธุ์ตามธรรมชาติในป่าดงดิบชื้น ชอบพื้นที่ชื้นริมลำธารที่ร่มรื่นและลมไม่แรงจนเกินไป หากอยู่ในสภาพที่แสงแดดจัด ใบที่มีสีเขียวจะจางลง หากลมแรงจะทำให้ใบหัก เสียรูปทรงขาดความงดงาม

การขยายพันธุ์
เริ่มจากนำผลที่ร่วงสู่พื้นดินมากะเทาะเปลือกออกให้เหลือแต่เมล็ด นำเมล็ดที่สมบูรณ์ไปเพาะในภาชนะที่หาได้ รดน้ำให้ชุ่มจนสังเกตเห็นรากงอก จึงนำลงถุงเพาะชำกล้าไม้ กระบอกไม้ไผ่หรือวัสดุอื่น จนกระทั่งโตเป็นต้นกล้า เพื่อนำไปปลูกในกระฉางหรือพื้นดินต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร. ธวัชชัย สันติสุข ข้อมูล

 
 
 
© 2006 - 2008 Power by Homemediatravel